เทรนด์สกินแคร์ปี 2570 ที่น่าจับตามองสำหรับเจ้าของแบรนด์
ตลาดสกินแคร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากความสวยงามของบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับสารสำคัญ ความเหมาะสมกับสภาพผิว ความสะดวกในการใช้งาน และข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
หนึ่งในแนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ Ingredient-Driven Beauty หรือการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากส่วนผสม โดยผู้บริโภคเริ่มมองหาสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวเฉพาะด้าน รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางและระคายเคืองง่ายมากขึ้น
สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่วางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในปี 2570 การเริ่มศึกษาเทรนด์และเตรียมพัฒนาสูตรตั้งแต่ช่วงปลายปี จะช่วยให้มีเวลาออกแบบผลิตภัณฑ์ วางภาพลักษณ์ ดำเนินการด้านเอกสาร และเตรียมแผนการตลาดได้อย่างเป็นระบบ
ทำไมต้องเตรียมสูตรสำหรับปี 2570 ตั้งแต่ปลายปี
การสร้างแบรนด์สกินแคร์ต้องผ่านหลายขั้นตอน หากเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่ช่วงปลายปี เจ้าของแบรนด์จะมีเวลาเปรียบเทียบและตัดสินใจในรายละเอียดสำคัญ เช่น
- ต้องการพัฒนาสินค้าสำหรับกลุ่มลูกค้าใด
- ปัญหาผิวหลักที่ต้องการตอบโจทย์คืออะไร
- ต้องการเนื้อผลิตภัณฑ์แบบเซรั่ม ครีม เจล หรือออยล์
- ต้องการใช้สูตรมาตรฐานหรือพัฒนาสูตรเฉพาะแบรนด์
- จุดขายใดที่ทำให้สินค้าแตกต่างจากคู่แข่ง
- บรรจุภัณฑ์แบบใดเหมาะกับราคาและภาพลักษณ์ของแบรนด์
การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงไม่ได้ช่วยเพียงให้สินค้าเสร็จเร็วขึ้น แต่ยังช่วยลดการแก้ไขระหว่างทาง ควบคุมงบประมาณ และทำให้ทุกส่วนของแบรนด์สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน
สูตรฟื้นฟู Skin Barrier ที่เเนะนำ
– สูตรผิวบอบบาง Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิว
เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความสนใจ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญกับผิวแห้ง ผิวบอบบาง และความรู้สึกไม่สบายผิวจากสภาพอากาศ มลภาวะ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดร่วมกัน ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงควรเน้นแนวทางการดูแลผิวอย่างอ่อนโยน ช่วยเติมความชุ่มชื้น และสนับสนุนให้ผิวดูแข็งแรงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยสารสำคัญที่สามารถนำมาพัฒนาสูตร ได้แก่
- เซราไมด์ (Ceramide)
- ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid)
- แพนทีนอล (Panthenol)
- สควาเลน (Squalane)
- เบต้ากลูแคน (Beta-Glucan)
- สารสกัดจากใบบัวบก (Centella Asiatica)
- พรีไบโอติกหรือส่วนผสมที่เกี่ยวข้องกับสมดุลผิว
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใส่สารสำคัญจำนวนมากที่สุด แต่คือการออกแบบสูตรให้ส่วนผสมทำงานร่วมกันได้ดี มีเนื้อสัมผัสที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย และสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ทำให้ลูกค้าอยากใช้ต่อเนื่อง
เจ้าของแบรนด์สามารถต่อยอดเป็นเซรั่มบำรุงเกราะป้องกันผิว มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวบอบบาง เจลครีมเติมความชุ่มชื้น หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังเผชิญแสงแดดและมลภาวะได้
สูตร Multi-Function ดูแลหลายด้านในขั้นตอนเดียว
ผู้บริโภคต้องการดูแลผิวให้ง่ายขึ้น จึงมีแนวโน้มเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์หลายด้านในขั้นตอนเดียว โดยเฉพาะสินค้าที่มีจุดขายชัด ใช้งานสะดวก และช่วยลดจำนวนขั้นตอนในการดูแลผิวประจำวัน
แนวทาง Multi-Function สามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ เช่น
- เซรั่มเติมความชุ่มชื้นพร้อมดูแลผิวให้ดูกระจ่างใส
- เจลครีมดูแลความมันพร้อมบำรุงเกราะป้องกันผิว
- มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวบอบบางที่ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
- เซรั่มออยล์แบบ 2 Layer ที่รวมสัมผัสของเซรั่มและออยล์ไว้ในขวดเดียว
- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน อิ่มฟู และสดใสในขั้นตอนเดียว
อย่างไรก็ตาม การรวมคุณสมบัติหลายด้านไม่ได้หมายความว่าควรใส่ทุกอย่างไว้ในสูตรเดียว เจ้าของแบรนด์ควรเลือกประโยชน์หลักหนึ่งด้าน และมีประโยชน์รองที่ช่วยเสริมกัน เพื่อให้จุดขายเข้าใจง่ายและสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างชัดเจน
เจ้าของแบรนด์ควรเลือกเทรนด์และพัฒนาสูตรอย่างไร?
การเลือกสูตรตามกระแสอาจทำให้สินค้าคล้ายกับคู่แข่งและขาดเอกลักษณ์ เจ้าของแบรนด์จึงควรเลือกเทรนด์ที่สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ก่อนตัดสินใจพัฒนาสูตร ควรพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้
1. เริ่มจากกลุ่มเป้าหมาย
ระบุให้ชัดว่าสินค้าเหมาะกับใคร เช่น คนผิวแห้ง คนผิวบอบบาง คนที่ต้องการลดขั้นตอนการดูแลผิว หรือกลุ่มวัยทำงานที่ต้องการผลิตภัณฑ์ใช้งานง่าย
2. เลือกปัญหาหลักที่แบรนด์ต้องการตอบโจทย์
หนึ่งผลิตภัณฑ์ควรมีจุดขายหลักที่เข้าใจได้ทันที เช่น เติมความชุ่มชื้น ดูแลเกราะป้องกันผิว หรือช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ
3. เลือกสารสำคัญอย่างมีเหตุผล
สารสำคัญควรสัมพันธ์กับคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์ สามารถอธิบายที่มาและบทบาทได้ รวมถึงเหมาะกับรูปแบบของสูตรและระดับราคาที่ต้องการวางจำหน่าย
4. ให้ความสำคัญกับเนื้อสัมผัส
แม้จะใช้สารสำคัญที่กำลังได้รับความนิยม แต่ถ้าเนื้อสัมผัสเหนอะหนะ ซึมยาก หรือไม่เหมาะกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ก็อาจทำให้ลูกค้าไม่อยากใช้ต่อเนื่อง





